
สเต็มเซลล์ (Turning Cell)
จุดเด่น
เสริมสร้างเกราะป้องกันผิว ฟื้นฟูคอลลาเจน ปรับสีผิว เพิ่มความยืดหยุ่น ลดเลือนริ้วรอย
มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูแผลเป็น
เสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อปรับปรุงปัญหาผิว เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือ โรคสะเก็ดเงิน
เพิ่มเติม
Airnox
การฉีด PRP
Hycoox
การดูแลผิว LDM
Stem Cell คืออะไร?
สเต็มเซลล์ (Stem Cell) คือเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกายได้ โดยที่คลีนิกจะใช้ Adult Stem Cell (สเต็มเซลล์จากร่างกายผู้ใหญ่)
ซึ่งสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์เฉพาะที่เนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่ต้องการการซ่อมแซม และมีบทบาทในการฟื้นฟูร่างกาย

เทคโนโลยีจากสถาบันวิจัยภูมิคุ้มกันฮาร์วาร์ด
ส่งมอบองค์ประกอบทั้ง 5 ชนิด
ที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูในครั้งเดียว!
Cellpia Stem Cell มุ่งเน้นการแยก Hematopoietic Stem Cells (CD34+) แทนการเน้นเฉพาะเกล็ดเลือดเหมือน PRP ทั่วไป จึงสามารถนำองค์ประกอบสำคัญต่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อมารวมกัน ได้แก่ สเต็มเซลล์, Growth Factors, SDF-1a, เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด พร้อมเพิ่มอัตราการอยู่รอดเซลล์ให้อยู่ที่ประมาณ 80-98% สนับสนุนประสิทธิภาพการฟื้นฟู

ความสามารถในการเพิ่มความเข้มข้นของ Celpia Stem Cell
ช่วยเพิ่มความเข้มข้นของสเต็มเซลล์ CD34+ มากกว่า PRP ทั่วไปถึง 55 ~ 282 เท่า!
สำหรับสเต็มเซลล์ จำนวนเซลล์อย่างเดียวไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ แต่ยังรวมถึง อัตราการเก็บเกี่ยวเซลล์ อัตราการรอดชีวิตเซลล์ และความสามารถในการแบ่งตัวในสภาพแวดล้อมของเนื้อเยื่อ Cellpia Stem Cell ใช้วิธีแยกเซลล์และนำกลับมาใช้ใหม่ในวันเดียวกัน โดยไม่ต้องเพาะเลี้ยงเซลล์ จึงช่วยลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนหรือการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ พร้อมคงคุณสมบัติของเซลล์ไว้
เปรียบเทียบ Cellpia Stem Cell กับ PRP ทั่วไป
Cellpia Stem CEll เน้นการแยก Hematopoietic Stem Cells ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ ขณะที่ PRP ทั่วไปจะมุ่งการเพิ่มความเข้มข้นของเกล็ดเลือด
ด้วยการปั่นแยก ทำให้ปริมาณสเต็มเซลล์มีน้อย และประสิทธิภาพการฟื้นฟูแตกต่างกัน

| ประเภท | มิราเซล | PRP ทั่วไป |
|---|---|---|
| ระบบแยกเซลล์ | ระบบ Double Chamber ลดการสูญเสียเซลล์และเพิ่มประสิทธิภาพการแยก | การปั่นเหวี่ยงในทิศทางเดียว ด้วยหลอดทดลอง |
| วิธีการแยกเซลล์ | ระบบอัตโนมัติ | ระบบกึ่งแมนนวล |
| เซลล์ที่ได้ | สเต็มเซลล์, Growth Factors. เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด มีความเข้มข้นเพิ่ม ประมาณ 5-10 เท่า | เกล็ดเลือดเพิ่มขึ้น 2 เท่า ขณะที่เซลล์ชนิดอื่นลดลง |
| อัตราการรอดชีวิตของเซลล์ | สูงสุด 99% | ต่ำกว่า 50% |
| ข้อมูลการใช้งาน | ใช้งานในหลายประเทศ ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ FDA สหรัฐฯ และใช้งานในกว่า 30 ประเทศ | มีข้อมูลการใช้งานในประเทศ |
| ความปลอดภัยของเซลล์ | ระบบปิด ลดการสัมผัสกับอากาศ | ระบบเปิด มีโอกาสสัมผัสอากาศมากกว่า |
| สเต็มเซลล์ | มีการเพิ่มความเข้มข้นของ Hematopoietic Stem Cell กับ Mesenchymal Stem Cell | ปริมาณสเต็มเซลล์ไม่แน่นอน |
การฉีดสเต็มเซลล์ (Turning Cell)
เป็นหัตถการที่นำสเต็มเซลล์จากเลือดของผู้รับบริการมาผ่านกระบวนการทำให้เข้มข้น แล้วนำฉีดกลับเข้าสู่ชั้นหนังแท้ (Dermis) ในบริเวณที่ผิวต้องการการฟื้นฟู
สเต็มเซลล์ที่ฉีดเข้าไปจะช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนและอีลาสติน เพื่อฟื้นฟูผิวจากภายใน ช่วยให้ผิวเรียบเนียน กระชับ ยืดหยุ่น และส่งเสริมการซ่อมแซมตามธรรมชาติ

ฟื้นฟูผิวถึงระดับเซลล์
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นผิว
เสริมสร้างเกราะป้องกันผิว ปรับสีผิวให้กระจ่างใส
นอกจากใบหน้าแล้ว ยังสามารถทำได้บริเวณลำคอและช่วงเนินอก รวมถึงช่วยฟื้นฟูรอยแผลเป็นเฉพาะจุดได้อีกด้วย สเต็มเซลล์ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นหนังแท้ ทำให้ผิวกระชับ ลดริ้วรอยเล็ก ๆ คืนผิวที่ดูเรียบเนียน กระจ่างใส และอ่อนเยาว์

ฟื้นฟูปัญหาผิวจากต้นเหตุ
ช่วยดูแลสาเหตุของโรคผิวหนัง
ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic) ผิวแห้ง หรือโรคสะเก็ดเงิน
การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน กำจัดของเสีย การทำงานของหัวใจและปอด รวมถึงการฟื้นฟูการทำงานของผิวหนังและเยื่อบุ จึงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันผิว ลดโอกาสเกิดภูมิแพ้ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกลับมาสมดุล
แนะนำสำหรับผู้ที่
ต้องการดูแลและฟื้นฟูผิวที่เริ่มมีการเสื่อมสภาพอย่างล้ำลึก
ต้องการดูแลปัญหาผิวหนังอักเสบ เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic), โรคสะเก็ดเงิน
รู้สึกว่าผลลัพธ์จากการรักษาสกินบูสเตอร์เดิมยังไม่ตอบโจทย์เพียงพอ
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

กระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนใหม่

ลดขนาดรูขุมขนให้แลดูกระชับ

ปรับผิวให้
เรียบเนียนได้รูป
เติมความชุ่มชื้น
ผิวอิ่มน้ำ
ลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ

ผิวดูสว่างกระจ่างใส

เพิ่มปริมาณวอลลุ่ม
อย่างเป็นธรรมชาติ
Q&A
ก่อนและหลังหัตถการควรดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง?
ก่อนการรักษา ห้ามใช้ยาที่มีส่วนผสมของแอสไพรินซึ่งขัดขวางการไหลเวียนของเลือด นอกจากนี้หลังการรักษา กรุณาหลีกเลี่ยงการใช้สเตียรอยด์ ยาต้านการอักเสบ และแผ่นบรรเทาปวด เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เนื่องจากอาจรบกวนการฟื้นฟูของสเต็มเซลล์
ต้องเจาะเลือดมากแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับบริเวณที่รักษา โดยทั่วไปแล้วจะได้สเต็มเซลล์ประมาณ 10cc จากปริมาณเลือด 60cc ดังนั้นหากทำการรักษาทั้งการฉีดTurning Back และการฉีด Turning Cell จะต้องเจาะเลือด 120cc เพื่อสกัดสเต็มเซลล์ให้ได้ 20cc โดย 15cc จะถูกใช้ในการฉีดทางหลอดเลือดดำ และ 5cc จะถูกฉีดเข้าสู่ใบหน้าโดยตรง
ขั้นตอนการรักษาเป็นอย่างไร?
เริ่มต้นด้วยการเจาะเลือดจากผู้รับการรักษา จากนั้นนำเลือดใส่ชุดแยกสเต็มเซลล์โดยเฉพาะ นำปั่นแยกด้วยเครื่อง SmartPrep Centrifuge ประมาณ 20 นาที แล้วนำสเต็มเซลล์ที่แยกไปใช้กับ การฉีดสเต็มเซลล์ Turning Cell หรือการฉีดสเต็มเซลล์ Turning Back
ทำร่วมกับหัตถการอะไรได้บ้าง?
สำหรับผู้ที่ไวต่อความเจ็บปวดในระหว่างการรักษา แนะนำให้รักษาโดย Airnox เพื่อลดความเจ็บระหว่างหัตถการ ขณะเดียวกันแนะนำให้ฉีด PRP กับเครื่องฉีด Hycoox โดยทำหลังฉีด Turning Cell เพื่อเสริมประสิทธิภาพฟื้นฟูผิวและเพิ่มผลลัพธ์ดียิ่งขึ้น

สเต็มเซลล์ (Turning Cell)
จุดเด่น
เสริมสร้างเกราะป้องกันผิว ฟื้นฟูคอลลาเจน ปรับสีผิว เพิ่มความยืดหยุ่น ลดเลือนริ้วรอย
มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูแผลเป็น
เสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อปรับปรุงปัญหาผิว เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือ โรคสะเก็ดเงิน
เพิ่มเติม
Airnox
การฉีด PRP
Hycoox
การดูแลผิว LDM
Stem Cell คืออะไร?
สเต็มเซลล์ (Stem Cell) คือเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกายได้ โดยที่คลีนิกจะใช้ Adult Stem Cell (สเต็มเซลล์จากร่างกายผู้ใหญ่)
ซึ่งสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์เฉพาะที่เนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่ต้องการการซ่อมแซม และมีบทบาทในการฟื้นฟูร่างกาย

เทคโนโลยีจากสถาบันวิจัยภูมิคุ้มกันฮาร์วาร์ด
ส่งมอบองค์ประกอบทั้ง 5 ชนิด
ที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูในครั้งเดียว!
Cellpia Stem Cell มุ่งเน้นการแยก Hematopoietic Stem Cells (CD34+) แทนการเน้นเฉพาะเกล็ดเลือดเหมือน PRP ทั่วไป จึงสามารถนำองค์ประกอบสำคัญต่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อมารวมกัน ได้แก่ สเต็มเซลล์, Growth Factors, SDF-1a, เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด พร้อมเพิ่มอัตราการอยู่รอดเซลล์ให้อยู่ที่ประมาณ 80-98% สนับสนุนประสิทธิภาพการฟื้นฟู

ความสามารถในการเพิ่มความเข้มข้นของ Celpia Stem Cell
ช่วยเพิ่มความเข้มข้นของสเต็มเซลล์ CD34+ มากกว่า PRP ทั่วไปถึง 55 ~ 282 เท่า!
สำหรับสเต็มเซลล์ จำนวนเซลล์อย่างเดียวไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ แต่ยังรวมถึง อัตราการเก็บเกี่ยวเซลล์ อัตราการรอดชีวิตเซลล์ และความสามารถในการแบ่งตัวในสภาพแวดล้อมของเนื้อเยื่อ Cellpia Stem Cell ใช้วิธีแยกเซลล์และนำกลับมาใช้ใหม่ในวันเดียวกัน โดยไม่ต้องเพาะเลี้ยงเซลล์ จึงช่วยลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนหรือการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ พร้อมคงคุณสมบัติของเซลล์ไว้
เปรียบเทียบ Cellpia Stem Cell กับ PRP ทั่วไป
Cellpia Stem CEll เน้นการแยก Hematopoietic Stem Cells ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ ขณะที่ PRP ทั่วไปจะมุ่งการเพิ่มความเข้มข้นของเกล็ดเลือด
ด้วยการปั่นแยก ทำให้ปริมาณสเต็มเซลล์มีน้อย และประสิทธิภาพการฟื้นฟูแตกต่างกัน

| ประเภท | มิราเซล | PRP ทั่วไป |
|---|---|---|
| ระบบแยกเซลล์ | ระบบ Double Chamber ลดการสูญเสียเซลล์และเพิ่มประสิทธิภาพการแยก | การปั่นเหวี่ยงในทิศทางเดียว ด้วยหลอดทดลอง |
| วิธีการแยกเซลล์ | ระบบอัตโนมัติ | ระบบกึ่งแมนนวล |
| เซลล์ที่ได้ | สเต็มเซลล์, Growth Factors. เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด มีความเข้มข้นเพิ่ม ประมาณ 5-10 เท่า | เกล็ดเลือดเพิ่มขึ้น 2 เท่า ขณะที่เซลล์ชนิดอื่นลดลง |
| อัตราการรอดชีวิตของเซลล์ | สูงสุด 99% | ต่ำกว่า 50% |
| ข้อมูลการใช้งาน | ใช้งานในหลายประเทศ ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ FDA สหรัฐฯ และใช้งานในกว่า 30 ประเทศ | มีข้อมูลการใช้งานในประเทศ |
| ความปลอดภัยของเซลล์ | ระบบปิด ลดการสัมผัสกับอากาศ | ระบบเปิด มีโอกาสสัมผัสอากาศมากกว่า |
| สเต็มเซลล์ | มีการเพิ่มความเข้มข้นของ Hematopoietic Stem Cell กับ Mesenchymal Stem Cell | ปริมาณสเต็มเซลล์ไม่แน่นอน |
การฉีดสเต็มเซลล์ (Turning Cell)
เป็นหัตถการที่นำสเต็มเซลล์จากเลือดของผู้รับบริการมาผ่านกระบวนการทำให้เข้มข้น แล้วนำฉีดกลับเข้าสู่ชั้นหนังแท้ (Dermis) ในบริเวณที่ผิวต้องการการฟื้นฟู
สเต็มเซลล์ที่ฉีดเข้าไปจะช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนและอีลาสติน เพื่อฟื้นฟูผิวจากภายใน ช่วยให้ผิวเรียบเนียน กระชับ ยืดหยุ่น และส่งเสริมการซ่อมแซมตามธรรมชาติ

ฟื้นฟูผิวถึงระดับเซลล์
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นผิว
เสริมสร้างเกราะป้องกันผิว ปรับสีผิวให้กระจ่างใส
นอกจากใบหน้าแล้ว ยังสามารถทำได้บริเวณลำคอและช่วงเนินอก รวมถึงช่วยฟื้นฟูรอยแผลเป็นเฉพาะจุดได้อีกด้วย สเต็มเซลล์ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นหนังแท้ ทำให้ผิวกระชับ ลดริ้วรอยเล็ก ๆ คืนผิวที่ดูเรียบเนียน กระจ่างใส และอ่อนเยาว์

ฟื้นฟูปัญหาผิวจากต้นเหตุ
ช่วยดูแลสาเหตุของโรคผิวหนัง
ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic) ผิวแห้ง หรือโรคสะเก็ดเงิน
การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน กำจัดของเสีย การทำงานของหัวใจและปอด รวมถึงการฟื้นฟูการทำงานของผิวหนังและเยื่อบุ จึงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันผิว ลดโอกาสเกิดภูมิแพ้ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกลับมาสมดุล
แนะนำสำหรับผู้ที่
ต้องการดูแลและฟื้นฟูผิวที่เริ่มมีการเสื่อมสภาพอย่างล้ำลึก
ต้องการดูแลปัญหาผิวหนังอักเสบ เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic), โรคสะเก็ดเงิน
รู้สึกว่าผลลัพธ์จากการรักษาสกินบูสเตอร์เดิมยังไม่ตอบโจทย์เพียงพอ
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

กระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนใหม่

ลดขนาดรูขุมขนให้แลดูกระชับ

ปรับผิวให้
เรียบเนียนได้รูป
เติมความชุ่มชื้น
ผิวอิ่มน้ำ
ลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ

ผิวดูสว่างกระจ่างใส

เพิ่มปริมาณวอลลุ่ม
อย่างเป็นธรรมชาติ
Q&A
ก่อนและหลังหัตถการควรดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง?
ก่อนการรักษา ห้ามใช้ยาที่มีส่วนผสมของแอสไพรินซึ่งขัดขวางการไหลเวียนของเลือด นอกจากนี้หลังการรักษา กรุณาหลีกเลี่ยงการใช้สเตียรอยด์ ยาต้านการอักเสบ และแผ่นบรรเทาปวด เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เนื่องจากอาจรบกวนการฟื้นฟูของสเต็มเซลล์
ต้องเจาะเลือดมากแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับบริเวณที่รักษา โดยทั่วไปแล้วจะได้สเต็มเซลล์ประมาณ 10cc จากปริมาณเลือด 60cc ดังนั้นหากทำการรักษาทั้งการฉีดTurning Back และการฉีด Turning Cell จะต้องเจาะเลือด 120cc เพื่อสกัดสเต็มเซลล์ให้ได้ 20cc โดย 15cc จะถูกใช้ในการฉีดทางหลอดเลือดดำ และ 5cc จะถูกฉีดเข้าสู่ใบหน้าโดยตรง
ขั้นตอนการรักษาเป็นอย่างไร?
เริ่มต้นด้วยการเจาะเลือดจากผู้รับการรักษา จากนั้นนำเลือดใส่ชุดแยกสเต็มเซลล์โดยเฉพาะ นำปั่นแยกด้วยเครื่อง SmartPrep Centrifuge ประมาณ 20 นาที แล้วนำสเต็มเซลล์ที่แยกไปใช้กับ การฉีดสเต็มเซลล์ Turning Cell หรือการฉีดสเต็มเซลล์ Turning Back
ทำร่วมกับหัตถการอะไรได้บ้าง?
สำหรับผู้ที่ไวต่อความเจ็บปวดในระหว่างการรักษา แนะนำให้รักษาโดย Airnox เพื่อลดความเจ็บระหว่างหัตถการ ขณะเดียวกันแนะนำให้ฉีด PRP กับเครื่องฉีด Hycoox โดยทำหลังฉีด Turning Cell เพื่อเสริมประสิทธิภาพฟื้นฟูผิวและเพิ่มผลลัพธ์ดียิ่งขึ้น

มิราเซล
PRP ทั่วไป